เมื่อพูดถึงชนเผ่าพื้นเมือง หรือกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในประเทศไทยแล้วละก็ไม่อาจจะแยกจากกันกับทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า) ได้เลย เพราะต้องพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ เป็นปัจจัยในการดำรงชีพ ทั้งที่เป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และเป็นแหล่งจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมทุกอย่าง ดังนั้นการดำรงชีวิตอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติที่ยาวนานนั้น จะพบเจอประสบการณ์การทดลองผิดทดลองถูกต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่เป็นไปในสิ่งเลวร้ายและสิ่งดี ๆ ได้กลั่นออกมาเป็นองค์ความรู้ จารีตประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติ ในวิถีชีวิตที่ยากที่บุคคลภายนอกจะหยั่งรู้ถึงอย่างแท้จริงของพวกเขาได้
การมีความเชื่อและให้ความเคารพ ยำเกรงต่อเจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าแม่น้ำ เจ้าแม่ธรณี ที่ถือว่าเป็นเจ้าของที่จะคอยปกปักรักษาทรัพยากรเหล่านี้ มนุษย์เป็นเพียงผู้ใช้ประโยชน์เพื่อการยังชีพเท่านั้น จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง เท่าที่จำเป็นและต้องไม่เป็นไปเพื่อการทำลาย ดังปรากฏในคำสั่งสอนของบรรพชน เรื่องเล่า บทเพลงพิธีกรรมต่าง ๆ ที่แฝงไว้ด้วยคุณค่าที่ เป็นการขออนุญาต ขอโทษ ขอพร ขอบคุณ ต่อผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร
ดังตัวอย่างชาวปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง) ที่ว่า “ออ ที เก่อ ตอ ที เอาะ ก่อ เก่อ ตอ ก่อ” แปลว่า “กินน้ำ รักษาน้ำ กินผืนแผ่นดิน ต้องรักษาแผนดิน” และ “เอาะ เดะ ก่อ ตอเล เอาะ หญ่า ก่อ ตอ กุ๊ย” แปลว่า “ กินเขียด ต้องรักษาผา กินปลา ต้องรักษาวังน้ำ” และหลักการนำมาซึ่งความยั่งยืน
การมีความเชื่อเกี่ยวกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่มีการทำประโยชน์ใด ๆ เช่น กิ่วลม ป่าผีดุ ป่าช้า ป่าประกอบพิธีกรรม อ่างแก้ว น้ำออกรู พื้นที่โป่ง น้ำสามสบมาบรรจบกัน พื้นที่ที่มีน้ำล้อมรอบ ต้นไม้ที่ยอดด้วน ไม้สองนาง ไม้ที่มีมดทำรัง ไม้เสียดสีกัน ไม้ที่มีโพรง ไม้ล้มแล้วยืนพาดกับต้นอื่น และมีสัตว์ป่าหลายชนิดที่ห้ามฆ่า เช่น ชะนี นกเงือก นกแซงแซว เป็นต้น
นอกจากนั้นชนเผ่าพื้นเมืองมีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารในป่าพืชและสัตว์ประเภทใหนที่กินได้ ที่กินไม่ได้ โดยเฉพาะพืชและสัตว์ที่เป็นพิษ อย่างเห็ดมีความเสี่ยงสูงอันตรายถึงชีวิต และมีความรู้ด้านสมุนไพรที่เป็นทั้งพืชและสัตว์อันมีสรรพคุณรักษาโรคชนิดใดบ้าง สิ่งกล่าวเหล่านี้ หากไม่ได้มีการสืบทอดจากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนสู่รุ่นต่อรุ่น ยิ่งในสมัยปัจจุบันมีการจัดการทรัพยากรที่กฏระเบียบชุมชนที่คอยกำกับ ได้มีการผลิตซ้ำวัฒนธรรมสำหรับการอนุรักษ์ มีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ของแต่ละชนเผ่า เช่น บวชป่า บวชน้ำ ป้องกันแนวกันไฟ แม้กระทั้งการใช้เทคโนโลยีพื้นบ้านในการล่าสัตว์ป่า เก็บของป่า ที่ทำขึ้นมาโดยอย่างง่ายไม่ทำลายล้างต่อการใช้ ในการล่าสัตว์ป่าและหาใช้ของป่า
การรู้จักหาและจัดเก็บของป่าอย่างชาญฉลาดไม่เก็บทั้งหมด ต้องมีการปล่อยให้เติบโตยิ่งเป็นสัตว์ป่าตั้ง วางไข่ เลี้ยงลูกอ่อน ถ้าสามารถสังเกตได้ จะพยายามไม่ล่า และถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ภายในหนึ่งปี บุคคลใดที่ได้ฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น หมูป่า เก้ง เป็นต้น ได้ติดต่อกันหลายตัว ต้องยุติการล่า ไม่เช่นนั้น จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับตัวเองได้
และชนเผ่าพื้นเมืองก็ยังมีองค์ความรู้ด้านการพยากรณ์อากาศ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่สามารถสังเกตจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การทำรังของมดแดง การดูลายของลูกตะกวด การออกเสียงร้องของกบเขียด การเดินออกจากรูของมด เห็นพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยง หมา ไก่ การออกผลของต้นมะเดื่อ การดูฝักมะขาม การดูการเอียงของเสี้ยวพระจันทร์ ความชื้นและความร้อนของอากาศแต่ละช่วง ทิศทางการลอยของเมฆหมอก เป็นต้น ได้บ่งบอกสภาพอากาศได้
ในปัจจุบัน ได้เกิดการรู้จักนำเทคโนโลยีใหม่ ที่ใช้ในการสัตว์น้ำ ใช้ไฟฟ้าช๊อค ยาเบือ ระเบิด ใช้ปืนที่มีลำกล้อง ทำให้มีการล่าสัตว์ป่าได้มาก การแปรรูปไม้และหาฟืน ที่ใช้เครื่องเลื้อยยนต์เกิดการสูญเสียมากกว่าเทคโนโลยีพื้นบ้านที่ได้ตามสถานการณ์ และมีการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ที่ทันสมัยในการตรวจ สำรวจ ควบคุมการใช้ เครืองอ่านพิกัดบนพื้นผิวโลก(GPS) ระบบแผนที่ทางดาวเทียม มาประกอบการทำแผนที่ชุมชน
เครืองมือสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) มาใช้กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนชนเผ่ามากขึ้น
ข้อเป็นห่วงในเรื่ององค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองจะสูญหายไม่ได้รับการสืบทอดและให้ความสำคัญในคุณค่าและสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองได้สืบทอดมายาวนาน จึงต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง และสนับสนุนให้มีวิธีการที่เป็นทางการ และเป็นระบบที่มากกว่าการถ่ายทอด ด้วยการผ่านกิจกรรมโดยตรงไม่ได้เหมือนในอดีตอีกแล้ว
เพราะมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคนรุนใหม่ เช่น การศึกษา สื่อสังคมออนไลน์ และบทบาทของศาสนาใหม่ที่เปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม เป็นที่กังวลอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ทางองค์การสหประชาชาติ(United Nation : UN) ได้ออกอนุสัญญาว่าความหลากหลายทางชีวภาพ(Convention on Bio Diversity : CBD) ได้ให้ความสำคัญต่อชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมาก ดังที่ระบุใน มาตรา 8(j) “ให้ความเคารพ สงวนรักษา และดำรงไว้ซึ่งความรู้ การประดิษฐ์คิดค้น และวิธีปฏิบัติที่สืบทอดตามธรรมเนียมประเพณี ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน..” มาตรา 10 (c) มีการคุ้มครองและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรชีวภาพตามธรรมเนียมนิยมที่สอดคล้องกับขนบประเพณีวัฒนธรรม ตามเงื่อนไขในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ยังมีปฏิญญาสหประชาชาติ ว่าสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) เมือเดือนกันยายน 2550 มี มาตรา 9, 10 ,11 และมาตรา 25 ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิที่จะธำรงรักษาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณกับที่ดิน เขตแดน น้ำและชายฝั่งทะเลและทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งพวกเขาได้เป็นเจ้าของตามประเพณีหรือมิฉะนั้นเคยครอบครองหรือใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว และมีสิทธิที่ดำรงความรับผิดชอบในการส่งเสริมสิ่งเหล่านี้สู่คนในรุ่นต่อไป
ดังที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นั้นมีความสำคัญอย่างดังเป็นที่ประจักษ์ว่าชุมชนชนเผ่ายังมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติยังมากกว่าที่อื่น ดังนั้นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง(ชุมชน รัฐ เอกชน ภาคประชาสัมคม) ต้องตระหนักและให้การสนับสนุนปกป้อง องค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงมิให้ควบคู่กับสังประเทศชาติตลอดไป
บทความโดย: อุดม เจริญนิยมไพร #สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัมนาอย่างยั่งยืน(PASD)
