ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแห้งแล้งเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม-พฤษภาคม หลายพื้นที่ในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง ลำพูน ฯลฯ ต้องประสบกับปัญหาสถานการณ์เรื่องหมอกควันไฟ ซึ่งมีปริมาณมากเกินไปจนถึงขั้นมีผลกระทบต่อสุขภาพของคนที่อยู่ในพื้นที่ เช่น ก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจ การระคายเคืองของตา ผิวหนัง นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย

สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งรัฐมองว่าเกิดจากความต้องการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์และการกำจัดวัชพืชในที่ดินทำกินของเกษตรกรที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยไม่มีการควบคุม ทำให้ไฟไหม้ลุกลามเข้าไปติดป่ากลายเป็นไฟป่า ประเด็นดังกล่าวรวมไปถึงการทำไร่ของชุมชนบนพื้นที่สูงด้วย โดยเฉพาะการทำไร่หมุนเวียนซึ่งต้องมีการตัดและเผาก่อนที่จะทำการเพาะปลูก ดังนั้นรัฐจึงออกมาตรการแก้ไขปัญหาซึ่งมีทั้งมาตรการทางกฎหมายและนโยบายซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรป่าไม้ในการยังชีพ
ปัญหาไฟป่าและหมอกควันถูกเชื่อมกับประเด็นการเมืองเรื่องโลกร้อน โดยเฉพาะบทบาทของป่าไม้ในการดูดซับก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ดังนั้นการเกิดขึ้นของไฟป่าจึงง่ายต่อการใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและการจัดการชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่า โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังมีระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนอยู่

ประเด็นนี้มีความสำคัญและควรจะมีการทำการศึกษาและทำความเข้าใจในเชิงลึกมากขึ้น
ผลกระทบของปัญหาไฟป่าและหมอกควันที่มีต่อชุมชนบนพื้นที่สูง
ผลกระทบของปัญหาไฟป่าและหมอกควันที่มีต่อชุมชนบนพื้นที่สูงในภาพรวมยังวนเวียนอยู่ในประเด็นอคติทางชาติพันธุ์ นอกจากนี้รัฐยังมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นโดยเฉพาะการเผาไร่
อคติทางชาติพันธุ์
รัฐเองเดิมทีก็มีอคติต่อชุมชนบนพื้นที่สูงอยู่แล้วโดยมองว่าชุมชนบนพื้นที่สูงเป็นปัญหาโดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงของชาติเนื่องจากตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแนวชายแดน เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของทรัพยากรเนื่องจากมีการทำไร่แบบเคลื่อนย้ายที่ หรือไร่หมุนเวียน และเกี่ยวพันกับปัญหายาเสพติดเนื่องจากในอดีตมีการปลูกพืชฝิ่น ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นจึงไม่แปลกใจว่า ชุมชนบนพื้นที่สูงจึงถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาต้นตอของปัญหาอย่างละเอียด ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าอคติทางชาติพันธุ์ยังคงอยู่และชุมชนบนพื้นที่สูงมักจะถูกมองเป็นจำเลยของสังคมเสมอ

รัฐเพิ่มมาตรการการควบคุมที่เข้มงวด
ปัญหาไฟป่าและหมอกควันที่เกิดขึ้น รัฐมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นโดยเฉพาะการควบคุมระบบการเผาไร่ในพื้นที่ดังจะเห็นได้จากประกาศที่ทางจังหวัด หรือทางกรมฯ ออกมา ให้งดเว้นการเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด และมีการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรง แม้ว่าระยะหลังจะมีการคลายมาตรการลงบ้าง เช่น ถ้าจำเป็นต้องเผาต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลในพื้นที่ก่อน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีปัญหาอยู่
มาตรการดังกล่าวทำให้ชุมชนต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีเจ้าหน้าที่มาลาดตระเวนและติดตามในพื้นที่ตลอด ชาวบ้านบางส่วนต้องเลื่อนระยะเวลาการเผาไร่ออกไป ซึ่งมีผลกระทบต่อวงจรการเพาะปลูกบ้างเพราะต้องร่นเวลาออกไป แต่ผลกระทบดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากชาวบ้านมีระบบการจัดการไฟที่มีระบบและประสิทธิภาพอยู่แล้วทั้งในระบบชุมชนและระดับเครือข่ายลุ่มน้ำ
การปรับตัวและการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน
บางหมู่บ้านที่ยังทำไร่หมุนเวียนอยู่ เช่น ชุมชนกะเหรี่ยง ชุมชนลเวือะ และชุมชนอื่นๆ พบว่าชาวบ้านนั้นมีองค์ความรู้ในการจัดการไฟอยู่แล้วโดยเฉพาะในไร่หมุนเวียน องค์ความรู้ดังกล่าวต่อมาได้พัฒนาและนำไปใช้สำหรับการจัดการไฟป่าในระดับชุมชนและระดับเครือข่ายลุ่มน้ำด้วย
ก. #ความเชื่อและความสำคัญเรื่องไฟของปกาเกอะญอ
ชาวปกาเกอะญอมีคำกล่าวถึงไฟโดยอุปมาเปรียบเปรยกับน้ำว่า “น้ำทำให้สะอาดสะอ้าน ไฟทำให้เกลี้ยงเกลา” ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ทั้งสองอย่างต่างช่วยทำให้โลกใบนี้สะอาดและก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์และชีวิตใหม่ขึ้นมาได้ เวลามีสิ่งสกปรกเกิดขึ้นจะต้องชำระล้างด้วยน้ำจึงจะทำให้เกิดความสะอาด เช่นเดียวกันเวลามีขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล หรือแม้แต่ซากศพ จะต้องชำระให้เกลี้ยงเกลาไปด้วยไฟ ไฟจะช่วยเผาผลาญทุกสิ่ง ไฟช่วยสร้างชีวิตใหม่ บรรดาสัตว์และพืชหลากหลายชนิดรวมทั้งมนุษย์ต่างได้รับชีวิตใหม่จากไฟ ไฟจึงถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องอยู่ควบคู่กับโลกมนุษย์ ช่วยเผาผลาญทำให้โลกใบนี้ได้สะอาดและก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์และชีวิตใหม่ขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าไฟมีคุณอนันต์ต่อสัตว์และพืชรวมทั้งมนุษย์ ถ้าหากมนุษย์รู้จักใช้มันอย่างถูกต้อง ไฟไม่ใช่ของธรรมดา สำหรับชาวปกาเกอะญอแล้วถือว่าไฟคือเทพเจ้าด้วย ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเคารพบูชา (จากคำบอกเล่าของพะตี่โม๊ะเละ มุสุลอยผู้นำชาวบ้านจากบ้านแม่จอก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่) หลังจากการเผาไร่แต่ละครั้ง เจ้าของไร่จะต้องไปประกอบพิธีขอขมาและขอบคุณต่อไฟ โดยใช้ไก่ตัวผู้สีแดงหนึ่งตัวเป็นเครื่องเซ่น
ข. ความสำคัญของไฟและการจัดการไฟในระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียน
หัวใจหลักของไร่หมุนเวียนคือการโค่นและเผา การเผาถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและสำคัญมาก เพราะว่าไฟจะช่วยย่อยสลายธาตุอาหารที่อยู่ในต้นไม้เพื่อให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารนั้นได้ทันท่วงที โดยเกษตรกรไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี
ก่อนการเผาไร่แต่ละครั้งนั้นชาวบ้านจะมีการทำแนวกันไฟรอบพื้นที่ไร่ก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ลามออกจากพื้นที่ไร่ไปสู่ป่าใหญ่ การเผาจะเริ่มจากการจุดจากบนไร่ลงมาก่อน พอเห็นว่าไฟลามลงไปกลางไร่พ้นระยะอันตรายแล้ว ผู้ที่อยู่ท้ายไร่ก็จะทำการจุดไฟสบทบขึ้นไป ไร่ที่ไหม้ไม่สมบูรณ์ เจ้าของไร่ต้องเสียเวลาในการเก็บรวบรวมเศษไม้ที่เหลือจากการเผาครั้งแรกมาเผาอีกครั้งหนึ่ง ในไร่จะอุดมไปด้วยต้นหญ้าทำให้ต้องใช้เวลาในการดายหญ้า และผลผลิตที่ได้ก็จะไม่งอกงามเท่าที่ควร ดังนั้นการเผาไร่จึงต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษเพื่อให้การเผาไร่แต่ละครั้งสมบูรณ์
เมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตขึ้นมาได้ราวหนึ่งคืบกว่าๆ เจ้าของไร่จะต้องไปประกอบพิธีเลี้ยงผีไฟตามที่เคยบนบานไว้ตอนเผาไร่ โดยอธิษฐานว่า “เจ้าแห่งไฟตัวเมีย เจ้าแห่งไฟตัวผู้ ที่ผ่านมานั้นข้าเรียกเจ้า ข้าตะโกนเจ้า ข้าดุเจ้า ข้าด่าเจ้า ข้าใช้เจ้าให้ทุกข์ยาก ข้าใช้เจ้าให้ลำบาก ข้าใช้เจ้าให้ร้อนระอุ ข้าใช้เจ้าให้ร้อนอบอ้าว เจ้าอยู่ที่ไหนๆ ข้าก็ตะโกนเรียกเจ้า อยู่ทิศเหนือ อยู่ทิศใต้ อยู่ทิศตะวันออก อยู่ทิศตะวันตก อยู่บนดิน อยู่บนฟ้า อยู่บนต้นไม้ อยู่บนต้นไผ่ ข้าขู่เข็ญเจ้า ข้าบังคับเจ้า ให้เจ้ารีบมา ให้เจ้าเร่งมา ให้มากินรอยมือข้า ให้มากินรอยเท้าข้า ให้มากินรอยขวาน ให้มากินรอยมีด อาจทำให้เจ้าทุกข์ยากกาย อาจทำให้เจ้าลำบากใจ อาจทำให้เจ้าหงุดหงิด อาจทำให้เจ้าโมโห ในวันนี้ข้ามาเลี้ยงเจ้าให้เย็นลง มาเลี้ยงเจ้าให้ฉ่ำลง มาเลี้ยงเจ้าด้วยไก่ตัวผู้สีแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ตามที่ข้าได้สัญญาไว้เมื่อครั้งเผาไร่ มาดื่มเลือดนก มากินเนื้อไก่ อย่าร้อนใส่ไร่ อย่าร้อนใส่สวน อย่าร้อนใส่ข้าวเปลือก อย่าร้อนใส่ข้าวสาร อย่าร้อนใส่ลูกหมู อย่าร้อนใส่ลูกไก่ อย่าร้อนใส่วัว อย่าร้อนใส่ควาย อย่าร้อนใส่การเดินทางไป อย่าร้อนใส่การเดินทางกลับ อย่าร้อนใส่หมู่บ้าน อย่าร้อนใส่ชุมชน อย่าร้อนใส่ลูก อย่าร้อนใส่เมียและอย่าร้อนใส่ตัวข้าเลย ข้าจะทำไร่ที่นี่ตลอดทั้งเดือนตลอดทั้งปี ให้เจ้าเย็นลง ให้เจ้าฉ่ำลง ให้เจ้าเงียบลง ให้เจ้าสงบลง กลับมามีความสุขกลับมามีความสบาย กลับมาชุ่มชื่น กลับมาเย็นสบายดั่งเดิมเถิด” (อ้างใน บือพอ, ไร่หมุนเวียนในวงจรชีวิตชนเผ่าของชาวปกาเกอะญอ, บี.เอส.ดี : เชียงใหม่)
ไฟจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญต่อระบบไร่หมุนเวียน และเป็นบ่อเกิดของความหลากหลายทางชีวภาพและพันธุ์พืชอีกมากมาย
การทำไร่นั้นทำให้ป่าฟื้นตัวเร็ว กล่าวคือ ต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นลงในเดือนกุมภาพันธ์และเผาไปในช่วงเดือนเมษายน ตอไม้ใหญ่ส่วนมากจะไม่ตาย จะแตกหน่อออกมาใหม่ในเวลาไม่นาน หลังจากการทิ้งไว้ 3-4 ปีที่ดินที่เคยถูกเผาราบเรียบผืนนั้นจะฟื้นกลับมาเป็นต้นไม้หนุ่มต้นไม้สาว (ดูเย๊าะโปล่) ปกคลุมทั่วไปหมด และกลายสภาพเป็นป่าอีกครั้งหนึ่ง คนโบราณกล่าวว่า
“ไร่นั้นดีกว่านาเป็นไหนๆ ไร่ถือเป็นพี่-นาถือเป็นน้อง เพราะในไร่เราได้ข้าวและอาหารทุกชนิดไม่ต้องซื้อหาอาหารจากที่ไหน ปุ๋ยยาก็ไม่ต้องใช้ ประหยัด เป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืน”
ผลกระทบจากการทำไร่หมุนเวียนต่อภาวะโลกร้อนนั้นอาจจะมีบ้างแต่ไม่มากนัก (คุณชัยประเสริฐ โพคะผู้นำชาวบ้านผู้อยู่กับป่าอย่างกลมกลืนที่บ้านหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย) กล่าวคือไร่แต่ละแปลงนั้นจะมีเวลาพักตัวประมาณ 7 ปี จึงจะมีการตัดและเผาครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะปล่อยให้พื้นที่พักฟื้นอีก 6 ปี ซึ่งที่นั้นก็จะกลายสภาพเป็นป่าอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นที่หาอาหารและหลบภัยของสัตว์ป่า-สัตว์เลี้ยงแล้วยังมีบทบาทในการดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในบรรยากาศอีกถึง 6 ปีเต็ม ต่างจากนาซึ่งต้องทำทุกปี ไม่เคยฟื้นเป็นป่าได้อีกเลย ไม่ดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ มิหนำซ้ำนาพื้นราบปลูกข้าวหลายครั้ง ก็จะเกิดแก๊สมีเทนซึ่งอันตรายมากกว่าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์หลายเท่า” (สัมภาษณ์คุณชัยประเสริฐ โพคะผู้นำชาวบ้านผู้อยู่กับป่าอย่างกลมกลืนที่บ้านหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย)
ค.ความสำคัญของไฟต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
พืชอาหารหลากหลายในไร่หมุนเวียนกว่าร้อยชนิดเจริญเติบโตได้ดีในผืนดินที่ผ่านการเผาต้นไม้ต้นไผ่ให้กลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว ซึ่งไฟจะช่วยย่อยสลายต้นไม้ให้กลายเป็นธาตุอาหาร ทำให้ไร่มีความหลากหลายทางพันธุ์พืชและความหลากหลายของพืชอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยปราศจากสารเคมีที่มีอันตราย พืชเหล่านี้มีความคงทนต่อการเก็บถนอมไว้กินในระยะยาวซึ่งต่างจากผลผลิตที่ใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะเน่าเปื่อยหรือบุบสลายเร็วกว่า ดังจะสังเกตเห็นได้จากหอมหัวแดง กระเทียมและแตงกวา ฯลฯ พันธุ์พืชหลายสายพันธุ์ถือเป็นพืชเฉพาะถิ่นไม่อาจหาได้จากที่อื่น
ง.การจัดทำแนวกันไฟชุมชน
ในอดีตชาวบ้านมีการทำแนวกันไฟเฉพาะในไร่หมุนเวียน เวลามีไฟป่าเข้ามาในเขตหมู่บ้านชาวบ้านก็จะช่วยกันออกไปดับไฟ แต่ในระยะหลัง (ประมาณปี 2535 เป็นต้นมา) ความถี่ของไฟป่าเริ่มมีมากขึ้นชาวบ้าน ผนวกกับกระแสการต่อต้านจากกลุ่มพื้นราบ เช่น ที่อำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่ ทำให้ชาวบ้านมีการรวมตัวกันและจัดทำแนวกันไฟของหมู่บ้านขึ้น รวมทั้งร่วมกันไปดับไฟป่าที่เข้ามาในบริเวณเขตป่าของหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีการจัดทำระเบียบและกฎเกณฑ์สำหรับควบคุมและดูแลไฟป่าของหมู่บ้าน กิจกรรมการจัดทำแนวกันไฟระยะหลังทางองค์การบริหารส่วนตำบลได้เข้ามาให้การสนับสนุนมากขึ้น

สรุป
การทำไร่หมุนเวียนกับปัญหาหมอกควันและไฟป่าในภาคเหนือของประเทศไทย ปัญหาที่ชุมชนได้รับผลกระทบหลักๆ คือ การตอกย้ำอคติทางชาติพันธุ์ของสังคมในภาพใหญ่ซึ่งยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีการดำรงชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะระบบการทำไร่หมุนเวียน นอกจากนี้ชาวบ้านต้องเผชิญกับมาตรการที่ทางรัฐบังคับเพื่อใช้แก้ไขปัญหาซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตามชาวบ้านเองก็มีภูมิปัญญาที่ชี้ให้เห็นว่ามีการจัดการไฟที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่ไร่หมุนเวียน ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับการทำแนวกันไฟรอบพื้นที่หมู่บ้านด้วย ซึ่งถือเป็นคุณาปการของชาวบ้านที่ได้ช่วยกันดูแลไฟป่าและรักษาผืนป่าเอาไว้
———–
เขียนโดย: ฝุยุ่น





